การตีความศาสนาในเชิงสมานฉันท์ตามทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ

Titleการตีความศาสนาในเชิงสมานฉันท์ตามทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ
Publication TypeReport
ปีที่เผยแพร่ :2553
ชื่อผู้วิจัย :อาจารย์พิชัย สุขวุ่น
Institutionมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
จังหวัด :สุราษฎร์ธานี
Typeบทความงานวิจัย
คำค้น :การตีความศาสนาในเชิงสมานฉันท์, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
บทคัดย่อ :

รายงานการวิจัยเรื่อง“การตีความศาสนาในเชิงสมานฉันท์ตามทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ” จัดทำขึ้นเพื่อค้นหาว่า ท่านพุทธทาสภิกขุมีวิธีการในการตีความศาสนาเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ได้อย่างไร โดยมีความเชื่อว่า พื้นฐานความขัดแย้งทางสังคม ย่อมมีสาเหตุมาจากการไม่เข้าใจหลักธรรมของศาสนาตนเอง จึงปฏิบัติตนไม่ถูกต้อง ทำให้โลกเกิดความขัดแย้งแบบต่างๆ ขึ้นมากมาย รวมทั้งความขัดแย้งทางศาสนา และคงเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ที่ศาสนาแทนที่จะเป็นที่พึ่งของมนุษย์ แต่กลับมีความขัดแย้งกันระหว่างศาสนาเสียเอง ท่านพุทธทาสภิกขุวิเคราะห์ว่า เป็นเพราะเรานับถือศาสนาเพื่อเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการแสวงหาทางวัตถุ จึงไม่สามารถลงรอยกันได้ ส่วนวิธีการศึกษาวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การวิจัยจากเอกสาร การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม เพื่อให้ได้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย
ผลการวิจัยเรื่องดังกล่าวได้พบแง่มุมที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้ใช้ในการสมานฉันท์ระหว่างศาสนาตามประเด็นดังนี้
1. ท่านได้พยายามอธิบายความพ้องกันของศาสนาต่างๆ โดยพยายามหาจุดรวมว่าแต่ละศาสนาย่อมมีจุดมุ่งหมายและหลักคำสอนแบบเดียวกัน เช่นกรณีที่แบ่งแยกศาสนาออกเป็นศาสนาที่มีพระเจ้า กับศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า ท่านอธิบายได้อย่างน่าฟังว่า ก็มีพระเจ้ากันทั้งนั้นเพียงแต่จะปรากฏในรูปไหน เพราะกฎธรรมชาติก็เป็นพระเจ้าได้เช่นกัน
2. ท่านได้อธิบายคำสอนของศาสนาว่า แท้จริงแล้วคำสอนในขั้นปรมัตถ์ ย่อมมีลักษณะเดียวกันทุกศาสนา เพราะศาสนาต่างๆก็สอนให้เข้าถึงความเป็นนิรันดร์ ไม่มีเกิด ไม่มีตาย ไม่มีอดีต มีปัจจุบัน และอนาคต พุทธศาสนาเรียกว่านิพพาน คริสต์ศาสนาเรียกดินแดนของพระเจ้า ลัทธิเต๋าเรียกแทนสิ่งนั้นว่าเต๋า ซึ่งไม่ว่าจะใช้ชื่อใดก็เป็นการกล่าวถึงสิ่งนั้นอยู่ดี
3. ท่านกล่าวว่าทุกศาสนามีปฐมเหตุเดียวกัน คือเริ่มจากความไม่มี ไปสู่ความมีสิ่งต่างๆขึ้นมากมาย เสร็จแล้วสิ่งเหล่านั้นย่อมกลับไปสู่ความไม่มีเช่นเดิม และทุกศาสนาพยายามสอนให้เข้าถึงสิ่งที่ไม่มีตัวตน
4. ท่านกล่าวว่าทุกสิ่งที่เกิดมาจากปฐมเหตุของศาสนา ล้วนมีเชื้อแห่งการเป็นพุทธะหรือเชื้อแห่งการเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าได้ทุกสิ่ง เพียงแต่มนุษย์มีวิวัฒนาการสูงสุดจึงเข้าใจสิ่งนี้ได้ ส่วนสิ่งอื่นๆ ก็มีเชื้อแห่งพุทธะอยู่เช่นเดียวกัน ดังนั้นทุกอย่างจึงเป็นเพื่อนเดินทางให้รอดพ้นความเกิดแก่เจ็บตาย แล้วเราจะแบ่งแยกกันได้อย่างไร
5. ท่านกล่าวว่าแท้จริงแล้วมนุษย์มีศาสนาเดียวกัน เพราะมีจุดหมายเพื่อความรอดของชีวิต และมีลักษณะการเข้าถึงสิ่งนั้นแบบเดียวกัน แท้จริงแล้วเรามีศาสนาเดียวกัน แต่เนื่องจากเกิดคนละเวลาและสถานที่ จึงมีปัจจัยปลีกย่อยที่แตกต่างกันบ้าง และถึงแม้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าศาสนา มนุษย์ก็ต้องดำเนินชีวิตไปตามกฎของสิ่งนั้นอยู่ดี (กฎของนิพพาน อิทัปปัจจยตา อนัตตา หรือกฎของพระเจ้า)
สรุปว่าศาสนาแต่ละศาสนามีหลายอย่างที่พ้องกัน หากมีการผ่อนสั้นผ่อนยาวกันบ้างก็ไม่มีเรื่องที่จะต้องแตกแยกกันระหว่างศาสนา โดยเฉพาะการเข้าใจศาสนาในขั้นปรมัตถ์
ส่วนข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัยเรื่องนี้คือ
1. การจะเข้าใจศาสนาในระดับสัจจะสูงสุด คือเข้าใจว่าภาวะแห่งการไม่เปลี่ยนแปลงนั้นมีอยู่ ลำพังการอ่านคำอธิบายคงไม่เข้าใจซาบซึ้งเท่ากับการทดลองปฏิบัติ ฉะนั้นข้อจำกัดของภาษาสำหรับการอธิบายภาวะสูงสุดอาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกสับสนบ้าง
2. สำหรับการเผยแผ่ธรรมะในขั้นปรมัตถ์ ย่อมไม่มีภาษาที่จะใช้สื่อสารกัน ทำได้แต่การเทียบความหมายที่เรียกว่าภาษาคน ภาษาธรรม ฉะนั้นการเสนอรายงานวิจัยจะใช้ทั้งสองภาษาควบคู่กันไป
3. การอ่านความคิดของท่านพุทธทาสภิกขุเพื่อให้เข้าใจภาษาที่ท่านใช้ ซึ่งแนวคิดหลักนั้น ท่านได้พูดถึงสิ่งอยู่สองสิ่งเท่านั้น คือสิ่งที่ไม่เปลี่ยนและสิ่งที่เปลี่ยนแปลง และท่านอยากให้เราเข้าใจภาวะที่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยหาได้จากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนั่นเอง

AttachmentSize
บทความตีความศาสนา.pdf152.46 KB